| บาปหนา |
|
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีชายคนหนึ่งมาหาผมและขอให้ผมเล่าเรื่องคริสตศาสนาให้เขาฟัง ผมก็อธิบายถึงจุดประสงค์แรกและจุดประสงค์ใหญ่ของศาสนา คือ พระเยซูได้มาบังเกิดเพื่อจะไถ่บาปเรา โดยทรงยอมพลีพระชนม์ของพระองค์เองเป็นค่าไถ่ เมื่อผมเล่าจบผมก็บอกเขาว่า นี่เป็นข่าวดีนะ ที่เราทั้งหลายเป็นที่เป็นคนบาปจะไม่ต้องไปใช้หนี้กรรมตามกฎแห่งกรรมที่ว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นการตอบแทน แต่แทนที่ชายคนนั้นจะดีใจเขากลับตอบผมว่า “เอ้ ผมไม่เคยทำบาปเลยครับ” พอได้ยินอย่างนั้นผมก็สะอึกเหมือนกับมีอะไรมาจุกที่คอหอย ผมก็เลยถามเขาอีกทีเพื่อความแน่ใจ เขาก็ตอบว่า “ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าผมได้ไปทำบาปอะไรที่ไหนมา?” ผมเลยจำเป็นต้องอธิบายให้เขาฟังว่า บาปคืออะไร? คำว่า บาป ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ มาจากรากศัพท์ที่ว่าผิดเป้าหมาย เช่น คนที่ยิงธนูผิดไปจากเป้าที่ตั้งไว้ ดังนั้นการกระทำอันใดที่ผิดไปจากเป้าประสงค์ถือว่าเป็นความบาปอย่างเช่น
1. ผิดบัญญัติหรือกฎ (ในที่นี้เราหมายถึงพระบัญญัติของพระเจ้า) หรือการกระทำที่อธรรมทุกอย่าง เมื่อพระเจ้าสั่งอะไรที่เป็นข้อห้ามไว้ และเราขัดขืน หรือไม่เชื่อฟังนี่ถือเป็นความบาป เช่นพระองค์สั่งห้ามการล่วงประเวณีและการลักทรัพย์ ถ้าหากเรายังกระทำอีก ก็ถือว่าเป็นความบาป และการไม่ทำตามสั่งที่เป็นทางบวกก็เป็นบาปเช่นกัน พระองค์สั่งให้เราเคารพเชื่อฟังบิดามารดาและรัฐบาล ถ้าเราไม่ยอมเชื่อฟังก็เป็นบาป ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า แล้วคนที่ไม่รู้จักบัญญัติของพระเจ้าจะทำอย่างไร? โปรดอ่านข้อสองและข้อสามต่อไป
2. ขัดกับความเชื่อ ความเชื่อเกิดจากการที่เราได้รับการสั่งสอนมา ถ้าหากเราเชื่อว่าการกินเนื้อผิด และเราไปกินเข้านี่ถือว่าบาป ทั้งที่การกินเนื้อนั้นไม่ผิดในตัวของมันเอง แต่ความเชื่อของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น ถ้าหากเราเปลี่ยนแปลงความเชื่อแล้ว การนั้นที่เราเคยถือว่าบาป ก็ไม่บาปอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่จะเอาความเชื่ออย่างเดียวเป็นมาตรฐานก็ไม่ได้ จึงจำเป็นจะต้องมีบัญญัติจากพระเจ้าไว้ด้วย เพราะว่าบัญญัติของพระเจ้าแน่นอน
3. ขัดกับใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดี หรือที่เราเรียกกันว่า ศีลธรรมประจำใจ หลายสิ่งที่เราไม่ได้เรียนรู้แต่เราก็รู้ว่ามันไม่ดี และหลายสิ่งที่เราไม่ได้เรียนรู้มาก่อน แต่เมื่อเราประสบกับมันเราก็สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นดี พระเจ้าก็ได้ทรงสร้างใจวินิจฉัยผิดและชอบอันดีให้แก่มนุษย์ทุกคน เพราะพระองค์ไม่มีเวลาที่จะมาบอกมนุษย์ว่าอะไรดีหรือไม่ดีอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ใจวินิจฉัยผิดและชอบนี้ สมารถจะถูกทำให้ด้านได้ เช่นคนที่เคยคอรัปชั่นครั้งแรกจะรู้สึกกลัว แต่ถ้าทำบ่อยๆ เข้าก็ด้าน แถมใครไม่ให้กลับด่า หรือแกล้ง ไม่ทำให้เสียอีกและอาจจะคิดว่า การคอรัปชั่นเป็นการะกระทำที่ถูกต้อง ถ้าใจวินิจฉัยที่ด้านแล้วบอกว่า การกระทำนั้นถูก มันก็ยังผิดและบาปอยู่นั่นเอง
4. การะละเว้นจากากรกระทำดีก็ถือว่าเป็นความบาป คนส่วนมากคิดว่าการไม่ทำบาปหมายถึง การละเว้นจากการไม่ล่วงประเวณี ลักขโมยหรือการอื่นๆ ที่เป็นอธรรม แต่พระคริสตธรรมคัมภีร์บอกว่า ผู้ที่ละเว้นจากการกระทำกระทำดีก็ถือว่าเป็นความบาปด้วยเหมือนกัน เช่น ถ้าหากเราเห็นคนตกน้ำแทนที่เราจะพยายามหาวิธีช่วยเขา เรากลับทำเป็นไม่ทุกข์ไม่ร้อน โดยคิดว่าธุระไม่ใช่ แล้วเดินหนีโดยมิได้ทำอะไรเลย พระเจ้าบอกว่านี่เป็นการบาป
ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้ผมกำลังถามท่านด้วยเช่นกัน “ท่านเป็นคนบาปหรือเปล่า?” ถ้าหากท่านบอกว่าท่านไม่เป็นคนบาป ผมก็ขอพูดว่า “ท่านกำลังโกหกตัวเองอยู่” แต่ถ้าท่านสารภาพว่าท่านเป็นคนบาปคนชั่ว ผมมีข่าวดีจะบอกคือว่า พระเยซูได้มาช่วยท่านให้พ้นจากความผิดบาปของท่านแล้ว และท่านจะไม่ต้องไปใช้หนี้กรรมของท่านในนรก เพราะว่าพระองค์ได้ทรงไถ่ท่านไว้แล้ว ทั้งพระองค์ยังสามารถที่จะช่วยท่านไม่ให้อยู่ใต้อำนาจของความบาปได้ด้วย เชิญเชื่อพระเยซูวันนี้ ในขณะที่ท่านกำลังมีลมหายใจอยู่ เพราะพรุ่งนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสและ สายเกินแก้ก็เป็นได้ กลับใจเสียใหม่และแสวงหาพระเจ้า
โดย...วีรศักดิ์ วรฤทธิ์สกุล |














