|
โดย วีรศักดิ์ วรฤทธิ์สกุล การให้การต่อกันและกัน (Accountability) หรือการรับผิดชอบต่อกันและกัน เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบของตัว การกระทำหรือไม่กระทำทุก อย่างมีผลต่อทีม ปากและหูไม่ยอมดูหรือฟัง หรือไปดูหรือฟังในสิ่งที่ไม่ดี มันมีผล ต่อไม่ใช่แค่ร่างกายแต่วิญญาณด้วย เราไม่ได้ทำงานให้กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่ เราทำงานร่วมกัน ความรับผิดชอบของเราต่างกันและอาจจะสำคัญไม่เท่ากัน แต่ เราแต่ละคนก็มีผลกระทบต่อกันและกัน ดังนั้นจึงต้องรู้ว่าเราต้องให้การต่อกัน และกันด้วย การทำงานเป็นทีม ที่เรามักจะเข้าใจผิดก็คือว่า ทุกคนมีความสำคัญเท่ากัน หมด ซึ่งนี่ไม่จริง แต่ไม่ว่าเราจะสำคัญมากหรือน้อย “ทุกคนมีความสำคัญ” เหมือนร่างกาย อวัยวะทุกส่วนมีความสำคัญ แต่มันสำคัญไม่เท่ากัน คงจะไม่มีใคร บอกว่านิ้วก้อยสำคัญเท่ากับหัวใจ ถ้าต้องสูญเสีย คงไม่มีใครบ้าพอที่จะยอม สูญเสียหัวใจเพื่อจะรักษานิ้วก้อยไว้ แต่ถึงแม้ว่านิ้วก้อยมีความสำคัญน้อยกว่า หัวใจ ก็ไม่มีใครที่มีสติดีจะไปตัดนิ้วก้อยทิ้งโดยไม่มีสาเหตุ นิ้วก้อยก็ยังคงสำคัญ มีค่าและเป็นที่ต้องการของร่างกายมนุษย์ ไม่อย่างนั้นพระเจ้าก็คงไม่สร้างมัน ขึ้นมาให้เรา สำคัญมากสำคัญน้อยไม่สำคัญ - แค่มีความสำคัญก็พอแล้ว การสื่อสารเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างชัดเจน คำสั่งและข้อมูลต่างๆต้องไม่กำกวม ไม่อย่างนั้นคนในทีมไม่สามารถที่จะทำตามคำสั่งได้ และถ้าหากข้อมูลที่ให้ไปหรือ สื่อออกไปไม่เข้าใจกัน ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ความเข้าใจมาจากการให้ข้อมูลที่ ถูกต้องสมบูรณ์ การจะเข้าใจผิดจะไม่เกิดขึ้นเมื่อมีการสื่อสารที่ดี (พวกหอบาเบล หลังจากที่พระเจ้าทำให้สับสนในภาษา-แย่เลย ทำอะไรไม่ถูกจนวุ่นวาย) ผู้นำต้องสื่อสารตลอดเวลากับทีมว่า เรากำลังทำอะไรกันอยู่ ทำได้ถึงไหนแล้ว และต้องทำอะไรกันอีกต่อไป ข้อมูลให้ด้วยคำพูด จดหมาย ข่าวที่ติดที่บอร์ด วารสาร โทรศัพท์ ประชุมปรึกษากัน อินเตอร์เน็ทและอื่นๆ มีวิธีการหลายอย่างที่ สื่อความกันได้ การสื่อความต้องทำให้ทันเวลา ไม่ใช่ข่าวสารมาสายไป ทำหรือแก้ ไม่ทันการ ทุกคนต้องทราบความเป็นไปของทีมว่า ไปถึงไหนแล้วและต้องไม่ตก ข่าว (แม้คนใบ้ยังต้องสื่อความกัน – ภาษามือ – ภาษาเงียบ ถึงเงียบก็ต้องสื่อ เขา เรียกว่าสื่ออย่างเงียบๆ) การให้กำลังใจ การชมและการให้เกียรติยกย่องกันเป็นสิ่งที่คนทำงานร่วมกัน จำเป็นต้องทำ คำพูดที่เสริมสร้างแก่กันและกันทำให้มีความอยากที่จะทำ จริงที่ พวกเราไม่ได้ทำเพียงเพื่อจะรับการยกย่องส่วนตัวเหนือส่วนรวม แต่การที่จะยก มือให้ ตบมือให้ ให้รางวัล ประกาศชื่อหรืออื่นๆเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกทีมอยากทำ ให้ดีขึ้นไปอีก ถ้ามีแต่คำด่าและต่อว่า แต่ไม่คำชมเลย เหมือนสามีที่ไม่เคยชม ภรรยา หรือพ่อแม่ที่ไม่เคยชมลูก (อาจจะกลัวว่าลูกเหลิง) มันจะทำให้ภรรยาหรือ ลูกเกิดความท้อใจว่า ทำอะไรก็ไม่เห็นว่าดีเลย พี่น้องในคริสตจักร ใครทำดีและน่า ชม ให้เราชมและให้เกียรติแก่ผู้ที่สมควรจะได้รับเกียรตินั้น ไมต่ ้องขี้เหนียวคำชม ชมไม่เสียเงิน เพราะฉะนั้นให้ชมบ่อยๆ ทุกคนในทีมจะได้มีกำลังใจ ชมกันเองนี่ แหละ – แต่ต้องไม่ใช่เป็นการแกล้งชม ต้องชมด้วยความจริงใจครับ ตัวสำรอง ส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากเป็นตัวสำรอง นักกีฬาและผู้แสดงต่างก็ ต้องการเป็นตัวจริง แต่ผู้นำที่ดีจะมีตัวสำรอง เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ เสมอ และความจำเป็นที่ต้องการตัวสำรองลงเล่นแทนตัวจริงก็เป็นสิ่งที่จำเป็น นักกีฬาที่นั่งรออยู่นอกสนามไม่ใช่ไม่สำคัญ แท้จริงสำคัญมาก ตัวจริงอาจจะ เหนื่อย บาดเจ็บ ป่วยกระทันหัน เลิกหรือถูกไล่ออก แล้วเกิดไม่มีตัวสำรอง ทีม นั้นแพ้แน่ ดังนั้นตัวสำรองต้องพร้อมทุกเวลา เมื่อใดที่เรียกใช้ ทำได้ทันที ตัวสำรองไม่ใช่ว่าเก่งสู้ตัวจริงไม่ได้ บ่อยครั้งเราก็พบว่าตัวสำรองลงไปทำโก ได้แต่ตัวจริงกลับยิงประตูไม่ได้เลย ตัวสำรองสำคัญเพราะว่าในอนาคตจะเป็นตัว จริง เมื่อตัวจริงเลิก ถูกไล่ออก ตายหรือย้ายไปที่อื่น ดังนั้นการมีตัวสำรองเป็นสิ่งที่ ผู้นำต้องไม่มองข้าม ยิ่งมีตัวสำรองมากเท่าไรยิ่งดี ยิ่งหาตัวสำรองเก่งๆได้ยิ่งดี ส่วนคนที่เป็นตัวสำรองต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆระหว่างที่รอ เพราะวันหนึ่งคุณ จะมาเป็นตัวจริง-วันของคุณจะมา และควรจะเก่งกว่าตัวเก่าด้วย ทีมถึงจะเก่งและ แข็งแกร่งขึ้นไปอีก ผู้นำเองก็ต้องเตรียมตัวสำรองเอาไว้ ต้องมีคนที่จะรับช่วงงาน ต่อไปได้เมื่อเขาตายไป (โมเซเตรียมยะโฮซูอะและเปาโลเตรียมติโมเธียว) ความใกล้ชิดสนิทสนมของทีม ถ้าหากเป็นทีมเล็กก็ง่าย ถ้าหากเป็นบริษัท ใหญ่มีคนงานเป็นพันก็ยาก เหมือนกันคริสตจักรเล็กส่วนมากมักจะมีสายสัมพันธ์ ที่ใกล้ชิดกว่าคริสตจักรใหญ่ๆ สายสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับสมาชิกต้องไม่ห่าง และระหว่างสมาชิกกับสมาชิกด้วยต้องดี หาโอกาสที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน – นมัสการพระเจ้า ออกประกาศ เยี่ยมเยียน กินข้าว เที่ยว เล่นกีฬาและอื่นๆ การ สังสรรค์และการสามัคคีธรรมเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างสายสัมพันธ์อันดีและความ เข้าใจและความสนิทสนม เป็นการรู้จักกันให้ดีขึ้น ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันและ เสริมสร้างซึ่งกันและกัน พร้อมจะร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน – เป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน พระเยซูใช้เวลากับพวกอัครสาวก และพวกอัครสาวกมีโอกาสอยู่ร่วมกัน คริสต-จักรเริ่มแรกก็ใช้เวลาร่วมสามัคคีธรรมกัน แต่ก็ไม่ใช่มัวแต่สามัคคีธรรมกัน จนลืมเป้าหมายว่ามารวมกันทำไม จนพระเจ้าต้องส่งการข่มเหงมา ทำให้พวกคริส เตียนที่กรุงยะรูซาเลมแตก เพื่อจะได้กระจัดกระจายออกไปประกาศ ถ้าอยากแต่ จะสามัคคีธรรมกันตลอดไป ก็รอให้ไปถึงสวรรค์ก่อน – ตอนนี้อยู่บนโลกยังมีงาน และเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ เราสามัคคีธรรมกันเพื่อจะได้ร่วมกันทำงาน ของพระเจ้าต่อไป การสามัคคีธรรมไม่ใช่จุดจบในตัวของมันเอง มันนำไปสู่ การร่วมมือกัน
|