|
เปลี่ยนนักเทศน์ให้เป็นนักธุรกิจ |
|
โดย...วีรศักดิ์ วรฤทธิ์สกุล มิชชันนารีและพี่น้องหลายคนมีความคิดอย่างนั้นว่า ผมต้องการเปลี่ยน นักเทศน์ให้เป็นนักธุรกิจ ความคิดนี้ถูกและผิด ขึ้นอยู่กับว่ามองในแง่มุมไหน ถ้า มองในแง่ของนักเทศน์แล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนนักเทศน์ให้เป็นนักธุรกิจได้ เพราะไม่ ว่าเขาจะได้เงินเดือนหรือรายได้มาจากไหน – คริสตจักรหรือจากโลก เพียงแต่ พระเจ้าเลือกที่จะเลื้ยงดูนักเทศน์หรือผู้รับใช้ของพระองค์อย่างไร ตัวเขาเองก็ยัง คงเป็นนักเทศน์อยู่ดีถึงแม้ว่าเขาไม่ได้รับเงินจากพี่น้องหรือคริสตจักรก็ตาม ถ้าเราพยายามที่จะทำข้อต่างระหว่างนักเทศน์และพี่น้อง เราก็จะคิดว่า นักเทศน์ที่เลิกเทศน์เต็มเวลาและเลือกที่จะเลี้ยงตัวเองเป็นนักธุรกิจไปแล้ว แต่ถ้า หากเราไม่ทำข้อต่าง เราเองบ่อยครั้งก็ยังบอกว่า สมาชิกทุกคนต้องทำการประกาศ พระคำ ไม่ว่าจะเป็นนักเทศน์เต็มเวลาที่กินเงินเดือนหรือไม่กินเงินเดือนก็ตามมี หน้าที่ในการนำวิญญาณทุกคน เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะเป็นพี่น้องสมาชิกธรรมดา เราก็ยังเป็นนักเทศน์อยู่ดี และคนที่กินเงินเดือนเต็มเวลาก็ทำหน้าที่เหมือนสมาชิก ทุกคน ไม่ต่างอะไรกัน ในอดีตที่มิชชันนารีมาเปิดโรงเรียนพระคริสตธรรม และไม่เห็นด้วยกับการที่ จะหาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาสนับสนุนนักเทศน์ไทย เพราะเชื่อว่าจะทำ ให้คนไทยไม่รับผิดชอบต่องานของพระเจ้า ต้องพึ่งแต่เงินจากเมืองนอกตลอดไป ไม่ยอมโต และไม่สามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้และต้องการให้คริสเตียน ไทยสนับสนุนนักเทศน์ที่ตัวผลิตออกมา สิ่งที่พวกมิชชันนารีพวกนี้คิดผิดคือ คิดว่า พระเจ้าจำเป็นต้องเลี้ยงดูนักเทศน์ไทยด้วยเงินถวายจากคนไทยเท่านั้น เหตุที่คิด อย่างนี้เพราะคิดว่า ถ้านักเทศน์อเมริกันได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องอเมริกันได้ คนไทยก็ต้องทำได้ – นี่เป็นข้อสมมติฐานที่ไม่จำเป็นต้องเป็นจริง สิ่งที่พวกมิชชันนารีเหล่านี้อาจจะลืมไปก็คือ เปาโลและผู้ประกาศในยุคแรกก็ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องคริสเตียนตลอดเวลา บ่อยครั้งพวกเขาก็ต้องไป ทำเต้นท์และเลี้ยงตัวเอง เว้นแต่พี่น้องสามารถเลี้ยงดูพวกเขาได้อย่างเต็มที่พวก เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปทำเต้นท์ อีกสิ่งที่พวกเขารู้แต่ไม่บอกเราก็คือ นักเทศน์บุกเบิกในอเมริกาก็เป็นชาวไร่ ชาวสวนและทำปศุสัตว์กัน ไปเทศนาเฉพาะวันอาทิตย์หรือช่วงที่ไม่ได้ทำอะไรใน การเกษตรกรรมของตัว วันจันทร์ถึงเสาร์ก็ทำงานในฟาร์มของตัว ไม่มีใคร สนับสนุนเหมือนกัน เราไม่เรียกพวกเขาว่านักธุรกิจเพราะเขาทำงานด้านเกษตร- กรรม แต่นักเทศน์ไทยที่อยู่ในเมืองในปัจจุบันจะให้ทำเกษตรกรรมได้อย่างไร? เมื่อมาทำงานขายคอหมูย่าง อาหารตามสั่ง กาแฟขนมปัง ซักรีดหรืออาชีพอื่นๆก็ เลยต้องกลายเป็นนักธุรกิจรายย่อยไป ประเด็นที่ต้องการชี้ให้เห็นก็คือว่า เปาโล ชาวไร่ชาวสวนหรือนักธุรกิจรายย่อยไม่ต่างกันเลย มันต่างแต่เรื่องของอาชีพ เนื่องจากยุคสมัยและสถานที่เท่านั้น แต่ต่างก็ไม่ได้รับเงินเลี้ยงดูเต็มเวลาเหมือน กันจึงต้องช่วยตัวเอง พวกมิชชันนารีจำนวนมากที่มาเริ่มงานในเมืองไทยมักจะคิดว่า แนวความคิด หรือแบบที่พวกเขาวางไว้เป็นแบบมาตรฐานที่มาจากพระคัมภีร์ แต่ความจริงคือ ไม่ใช่ มันเป็นแนวความคิดในความเป็นมนุษย์ของเขาที่พยายามจะลอกแบบมา จากพระคัมภีร์ ในการประกาศและการเลี้ยงดูนักเทศน์ พระคัมภีร์สอนไว้ใน ลักษณะที่กว้าง พระเจ้าให้อิสระในการที่จะเลี้ยงตัวเองหรือวิธีการประกาศ ในสมัยผมเริ่มงานของพระเจ้าใหม่ๆ ผมก็คิดแบบเดียวกันกับพวกมิชชันนารี เกี่ยวกับการประกาศคือ เริ่มโรงเรียนพระคริสตธรรม แล้วขนเอานักศึกษาออกไป ประกาศตามหมู่บ้านทุกเสาร์อาทิตย์ - ฝึกนักศึกษาและหนุนใจพี่น้องต่างจังหวัด ผมเคยคิดว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้องวิธีเดียว แต่มันไม่จำเป็นต้องทำวิธีนี้เท่านั้น ข้อบกพร่องของวิธีนี้ก็มีคือ พี่น้องในท้องถิ่นทำอะไรไม่เป็น รอแต่นักศึกษาและ มิชชันนารีมานำการประชุม ถ้าไม่มาก็ไม่ประชุม และเราก็ไม่เห็นว่าพี่น้องสามารถ เป็นตัวของตัวเองได้ตามหมู่บ้านหรือสามารถจ้างนักเทศน์ได้ ไม่นานคริสตจักร ตามหมู่บ้านที่เคยมีเป็นร้อยแห่ง ตายเหลือไม่ถึงสิบเพราะขาดผู้นำ มิชชันนารี ถอนทัพกลับบ้าน และนักศึกษาไม่มีใครสนับสนุนการเงินอีก ผมก็เลยมีความคิดว่าน่าจะมีวิธีใหม่แต่ไม่เคยคิดว่าวิธีของผมต้องดีที่สุดหรือถูกต้องอัน เดียว แท้จริงอาจจะเป็นวิธีที่แย่ที่สุดก็ได้ ผมเปิดโรงเรียนพระคริสตธรรมเหมือนกัน แต่ไม่ได้ ขนนักศึกษาไปนำประชุมตามต่างจังหวัดทุกอาทิตย์ แต่ฝึกให้พวกเขาไปอยู่ประจำและเลี้ยง ตัวเองหลังจากสนับสนุนสามปีแล้วก็ไม่ต้องพึ่งเงินจากเมืองนอกอีก และปักหลักอยู่ที่นั่น แต่ก็ มีนักเทศน์หนีไปหลายคนและจะมีหนีอีกหลายคนในอนาคตเมื่อหมดเงินสนับสนุน หลายๆ คนก็ไม่มีคุณภาพ สิ่งที่เราต้องการคือ นักเทศน์ที่มีอุดมการณ์อย่างแท้จริง - หายากจริงๆ ในบทความก่อนๆนี้ผมก็ได้บอกแล้วว่า วิธีของผมนี่ไม่ใช่เป็นวิธีที่ดีที่สุด มัน เป็นแต่วิธีหนึ่งในการที่เราจะประกาศพระกิตติคุณทั่วประเทศไทยในอนาคตระยะ ยาวโดยไม่ต้องพึ่งเงินจากเมืองนอก (ส่วนตัวผมเองไม่แคร์ว่าเงินมาจากไหน – ไทยหรือเทศ เงินจากพี่น้องหรือชาวโลกโดยเลี้ยงตัวเอง) ถ้าใครมีวิธีที่ดีกว่านี้ก็ ทำเลยครับ ถ้าจะบอกว่าวิธีนี้คือการฝึกนักเทศน์ให้เป็นนักธุรกิจก็สุดแล้วแต่ (จริงๆ ผมก็ไม่เห็นว่ามันผิดอะไรที่จะให้นักเทศน์เปลี่ยนมาเป็นนักธุรกิจหรือ พ่อค้า) เวลาก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่าวิธีไหนจะเกิดผลดีกว่าในระยะยาว ปัญหาของพวกเราไม่ใช่เป็นแต่เรื่อง หนึ่ง - การประกาศพระกิตติคุณใน ประเทศไทยเท่านั้น มันมีอีกประเด็นคือ สอง - เงินสนับสนุนนักเทศน์คนไทย ดังนั้นมีสองปัญหารวมกัน แท้จริงอาจมีถึงสามด้วยคือ สาม - ต้องไม่เอาเงินมา จากเมืองนอกอีกด้วย ในเมืองไทยถ้าเรามีพี่น้องและคริสตจักรเพียงพอที่จะสนับสนุนนักเทศน์ มัน ก็ง่ายหน่อย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ฝึกแต่นักเทศน์ หรือถ้าเราไม่สนว่าเงินสนับสนุน มาจากไหน เราก็ทำแต่การฝึกนักเทศน์อย่างเดียว-เงินไทยหรือเทศก็ได้ แต่ถ้าเรา ต้องมาคิดถึงเรื่อง เงินสนับสนุนจะต้องเอามาจากพี่น้องคนไทยล้วนๆ โดยไม่ให้ ไปเอามาจากพี่น้องอเมริกัน เราก็ต้องคิดกันลึกหน่อย ในเมื่อพี่น้องคนไทยเองไม่ ยอมสนับสนุนหรือไม่มีเงินสนับสนุน หรือนักเทศน์ไม่ต้องการรับการสนับสนุน นักเทศน์จึงต้องหาวิธีการที่จะสนับสนุนตัวเอง และยังคงสามารถเทศนาต่อไปได้ ส่วนตัวผมก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้วกับนักเทศน์ที่มัวแต่หาเงินจนไม่มีเวลาทำงาน การประกาศ เทศนาและสอนอีกเลย แต่ก็ไม่ต่อว่ากัน ถ้าหากจะหาเงินมามากๆ แล้วเอาเงินมาสนับสนุนคนอื่นให้เป็นนักเทศน์แทน แต่ถ้ามัวแต่หาเงินใส่กระเป๋า ตัวเองและไม่คิดถึงงานการประกาศเลย นี่เรียกนักธุรกิจ ไม่ใช่นักเทศน์ซะแล้ว ดังนั้นผมสนับสนุนนักเทศน์ที่เลี้ยงตัวเองเต็มร้อยในเวลาและสถานการณ์ อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ เพราะคงอีกนานก่อนที่คริสตจักรในเมืองไทยจะสามารถ เลี้ยงดูสนับสนุนนักเทศน์เต็มเวลาได้ คริสตจักรที่จะสามารถเลี้ยงนักเทศน์ได้ จะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย ๘๐ คนขึ้นไปซึ่งมีคริสตจักรขนาดนี้น้อยมากในประเทศ ไทย ถ้าน้อยกว่านั้นก็ยากที่จะทำได้ เพราะว่าพี่น้องส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนชั่วอายุ แรกที่ยังจนอยู่ ฐานะของพี่น้องจะดีขึ้นเมื่อมีสมาชิกชั่วอายุที่สองหรือสามแล้ว เพราะว่ามีการศึกษา อาชีพ และฐานะที่ดีกว่า คนรวย คนที่มีการศึกษาและ ตำแหน่งสูงที่จะมาเป็นคริสเตียนในชั่วอายุแรกนี้น้อยมาก (๑ กธ. ๑.๒๖) มิชชันนารีอเมริกันมาเปิดโรงเรียนพระคริสตธรรม และฝึกนักเทศน์ในขณะที่ ยังไม่มีเงินสนับสนุนจากคริสเตียนไทยแต่คาดหวังที่จะให้คนไทยสนับสนุนกันเอง มันเป็นเรื่องที่สุดวิสัย ในทางปฏิบัติมันทำไม่ได้ และมันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ทำ ไม่ได้” ดังนั้นนักเทศน์ที่ได้รับการฝึกมาแล้ว ต้องเลี้ยงตัวเองไปก่อน ชั่วอายุต่อๆ ไปค่อยมาคุยกันใหม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อว่าพระเจ้าจะเลี้ยงดูนักเทศน์ หรือไม่ พระเจ้าเลี้ยงดูแน่นอน แต่ไม่ใช่ต้องจากเงินถวายของพี่น้องคริสเตียน ไทยเสมอไปอย่างที่มิชชันนารีคิดกัน ทำไมพระเจ้าจะเลี้ยงนักเทศน์โดยให้ทำมาหา กินเลี้ยงดูตนเองไม่ได้หรือ? หรือผ่านชาวโลกไม่ได้หรือ? เอาข้อพระคัมภีร์ไหน มาสอนว่า พระเจ้าต้องเลี้ยงดูนักเทศน์จากเงินพี่น้องคริสเตียนเท่านั้น การไปเอาข้อพระคัมภีร์ที่ว่าผู้รับใช้ที่แท่นจะกินจากแท่น วัวที่ไถ่กินข้าวจากที่มันไถ่ ผู้ที่ เข้าประจำการแล้วไม่ควรไปห่วงใยเรื่องการทำมาหากินและไม่ควรกินเสบียงของตนเอง และผู้ ที่หว่านจิตวิญญาณมีสิทธิเก็บเกี่ยวฝ่ายเนื้อหนัง นั่นคือมาตรฐานที่พระเจ้าต้องการให้คริส- เตียนเลี้ยงดูนักเทศน์ และผมก็เห็นว่านี่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในเมื่อพี่น้องไม่มีปัญญา เลี้ยงหรือไม่ยอมเลี้ยง จะให้นักเทศน์ทำอย่างไร? – อดตายหรือ? ในระหว่างที่นักเทศน์รอพี่ น้องให้เจริญและมีจำนวนมากขึ้นก็เลี้ยงตัวเองไปก่อน ก็เท่านั้นแหละ! หรือถ้านักเทศน์ไม่ อยากให้พี่น้องเลี้ยงก็ไปเลี้ยงตัวเอง ทั้งหมดนี้มันผิดตรงไหน? ถ้ามีปัญหาก็ตรงที่ว่ามี นักเทศน์ที่อยากให้พี่น้องเลี้ยงดูแต่พี่น้องที่มีความสามารถแต่ไม่ยอมเลี้ยงดู ซึ่งนี่เป็นปัญหา ส่วนน้อยเท่านั้น แท้จริงผมกลับมองว่า นักเทศน์ที่เลี้ยงตัวเองเป็นคริสเตียนที่เสียสละมาก - ลำบาก ขัดสนและไม่มีพี่น้องหรือคริสตจักรสนับสนุนทางการเงินแต่ยังคงทำงานของพระเจ้าต่อไป นี่ แหละน่าชม! ส่วนนักเทศน์ที่พี่น้องเลี้ยงดูได้ก็ควรเลี้ยงดูกัน นี่ถูกต้องและขอส่งเสริมอยู่แล้ว ทำต่อไปและให้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่าด่วนสรุปว่า นี่คือวิธีการเดียวที่พระเจ้าต้องเลี้ยงดู นักเทศน์ทุกคนเสมอไป อีกวิธีหนึ่งในการเสริมสร้างคริสตจักรในเมืองไทย ผมคิดว่า ให้แต่ละคริสตจักรส่ง สมาชิกของตนมาเรียนพระคัมภีร์ เสร็จแล้วก็ให้กลับไปอยู่ที่คริสตจักรบ้านของตัวและทำมา หากินเลี้ยงตัวเอง และเป็นกำลังสำคัญในการช่วยคริสตจักร วิธีนี้ผมว่าดีกว่า การกลับไปบ้านตัวเองหรือพี่น้องคริสเตียนที่ไปทำมาหากินในที่ต่างๆช่วยกันก่อตั้ง คริสตจักรที่บ้านและที่ตัวทำมาหากินให้เข้มแข็งและเจริญขึ้น แล้วก็ให้คริสตจักรแต่ละท้องถิ่น ขยายงานของพระเจ้าออกไปกันเอง นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดก็ว่าได้ ในอนาคตผมคิดว่าเราน่าจะ ขับเคลื่อนงานของคริสตจักรไปในทิศทางนั้น ถูกแล้ว จะต้องใช้เวลาอีกนาน แต่ก็เป็นสิ่งที่ พวกเราจะต้องทำกัน เพราะว่าเงินจากอเมริกาจะหยุด การประกาศและก่อตั้งคริสตจักร จะต้องเป็นของพี่น้องคนไทยที่จะทำกันเอง และขยายงานออกไปประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
|